ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจเลย

posted on 27 May 2013 13:58 by miccael-thedark

 

ผมไม่เข้าใจว่าทำไม? มันเกิดจากช่องว่างระหว่างวัย? หรือความไม่เข้าใจกัน?
 
ย้อนไปเมื่อวันก่อน วันที่พ่อบอกอยากซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มาใช้ ผมก็ทำหน้าที่เป็นลูกที่ดี แนะนำตามประสาที่เด็กวัยรุ่นยุคไอทีจะทำได้
 
ผลสรุปคือพ่ออยากได้มือถือหน้าจอใหญ่ๆ ชัดๆ ดังนั้นผมจึงเลือก SONY XPERIA ZL ให้
 
พวกเราวางแผนจะซื้ออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามาชวนผมไปงาน Mobile EXPO เพื่อไปดูและซื้อเจ้าตัวเครื่องที่ว่านี้
 
แน่นอนผมตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย ถึงกับต้องยกเลิกนัดสำคัญเพื่อนเพื่อไปเดินงานกับพ่อ นึกในใจๆนานทีได้ทำอะไรแบบนี้ก็ไม่เลว
 
.
..
...
 
เมื่อวันงานมาถึง ผมตื่นเช้า อาบน้ำ แต่งตัว นั่งแท็กซี่ไปกับพ่อ ศูนย์ประชุมอยู่ห่างจากบ้านของพวกเราพอสมควร จึงต้องออกก่อนประมาณ 40 นาที เพื่อให้ไปถึงงานเริ่ม และคนไม่เยอะ
 
พวกเราไปถึงตอน 10 โมงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จากนั้นก็ตรงดิ่งไปที่บูธของ SONY ในทันที เพื่อดูเครื่อง Z และ ZL เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อ
 
พ่อผมลังเล
 
นั่นคือสิ่งที่ผมสังเกตเห็น ไม่ใช่ว่าลังเลว่าจะเอาตัวไหนดี แต่ลังเลว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
 
หลังจากปฏิเสธพนักงานด้วยรอยยิ้มงดงามแล้ว พวกเราก็เดินบูธอื่นๆพลางคุยกันอีกสักเล็กน้อย
 
พ่อเดินผ่านบูธ Powerbuy ก่อนจะหันมาถามผมว่ามีกิ๊ฟวอชเชอร์เซนทรัลติดตัวไหม มันอาจจะใช้ได้
 
ผมยื่นให้เขาไป เป็นอันรู้กันอยู่แล้วว่าบ้านเรามีคูปองส่วนลดที่ใช้ได้ในพาเวอร์บาย มันเป็นของแม่ ปกติแม่จะให้ผมมาใช้เสมอ
 
พนักงานที่บูธบอกว่าไม่ได้ นั่นเป็นคำตอบที่ผมคาดไว้อยู่แล้ว พ่อหันมาหาผมก่อนบอกผมด้วยประโยคที่ทำให้คิ้วของผมขมวดมุ่น
 
 
 "ไปซื้อที่พาเวอร์บายในเซนทรัลไหม ได้รับส่วนลดจากคูปองด้วย"
 
 
 .
..
...
 
ผมไม่เข้าใจเขาในทันที
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไตรตรองมาไว้ดีอยู่แล้ว แล้วจู่ๆกลับมาเปลี่ยนใจ? แล้วที่ผมตื่นเช้า ยกเลิกนัดกับเพื่อนมาเดินกับพ่อที่นี่เพื่ออะไรล่ะ?
 
ผมถามเขา และคำตอบที่ได้กลับกระตุ้นโทสะผมยิ่งขึ้น
 
"ก็อย่างน้อยก็ได้มาดูเครื่องไงว่าต่างกันอะไรยังไงตรงไหน"
 
"เรื่องนั้นก็ดูที่พาเวอร์บายในเซนทรัลได้ไม่ใช่เหรอครับ" ผมสวนทันควัน
 
 
...พ่อของผมเงียบราวกับครุ่นคิด เขาคงจับกระแสอารมณ์ขุ่นมัวและไม่พอใจของผมได้ จึงพูดขึ้นราวกับจะเอาใจ...
 
"งั้นซื้อที่นี่เลยไหมล่ะ แต่ป๊าว่าที่นู่นดีกว่านะ"
 
ขณะที่ผมสะกดความโกรธเล็กๆอยู่นั้น ผมเลยบอกไปด้วยเสียงเรียบๆว่า "แล้วแต่"
 
พ่อผมทำหน้าเหมือนลังเลอีกครั้ง ก่อนจะบอกไปผมซื้อพวกเคสไปเลย ผมจึงแย้งกลับไปอีกครั้งว่า ไม่แน่ว่าพาเวอร์บายอาจไม่มีรุ่นที่เราต้องการจนเราต้องเลือกรุ่นอื่น จะซื้อเคสไปก่อนตัวเครื่องได้อย่างไร?
 
 
เขาพยักหน้าแล้วเดินนำผมออกจากศูนย์ประชุมไป
 
........
 
พวกเรามาถึงตอน 10.00 เดินออกตอน 10.30 แวะพักกินน้ำในศูนย์อาหารอีกราวๆ 5 นาที
 
นี่ผมมาทำบ้าอะไรกัน!!??
 
สุดท้ายก้มาเสียเที่ยว เสียเวลา เสียอะไรหลายๆอย่าง
 
ยิ่งพ่ออธิบายเหตุผลให้ผมฟังแล้ว ผมยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก
 
 
คิดให้รอบคอบก่อนทำไม่ได้หรือครับ??
 
 
.........
 
สุดท้ายพวกเราตัดสินใจเดินกลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พาพ่อไปซื้อตั๋ว อันที่จริงเขาคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้พอสมควร เพราะเขาก็ไม่ได้แก่มาก อายุไม่ถึง 50 เก่งคอม เรียนรู้เทคโนโลยี แต่ผมก็ควรทำหน้าที่ของลูกเสียเล็กน้อย
 
ก่อนผมจะบอกเขา "ป๊ากลับคนเดียวได้ไหม"
 
เหรียญสีดำตกลงกระทบพื้นโลหะเสียงดังแกร๊ง พ่อหยิบมันขึ้นมองมาที่ผมอย่างไม่เข้าใจ
 
"ผมเบื่อ เซง เดี๋ยวคงไปเที่ยวต่อ"
 
"งั้นเดินกลับไปซื้อไหมล่ะ" เขาถาม คงอยากเอาใจผมเต็มที่ แต่ผมไม่ชอบคนโลเล จึงส่ายหน้าปฏิเสธ เขาทำให้ผมผิดหวังมาก ดังนั้น ผมจึงปล่อยให้เขากลับบ้านคนเดียว
 
ร่างอ้วนๆของพ่อเดินลาลับตาไป ผมส่งเขาแค่นั้น ก่อนจะเดินกลับเข้างาน หาที่นั่งเล่นไอพอดจนแบตหมด ระบายกับเพื่อนให้ฟังถึงวีรกรรมสิ้นคิดของพ่อ จนกระทั่งแบตหมด ผมจึงตัดสินใจกลับบ้าน
 
...........................................
.
...
.....
 
 
ผมสังเกตเห็นรถของพ่อขับออกมาจากซอยหนึ่งแถวบ้าน
 
เมื่อแรกผมคิดว่าเขามาซื้ออาหารกลางวัน และคงร้อนจึงขับรถมาแทนที่จะเดิม ผมไม่ได้ติดรถของเขาไป เพราะยังโกรธเขาอยู่
 
ทว่าพอไปถึงบ้าน ผมกลับโกรธเขายิ่งกว่าเดิม
 
 
SONY XPERIA ZL วางเด่นหราอยู่บนโต๊ะกินข้าว
 
พ่อผมยิ้มและบอกว่า เขาไปซื้อมาจากเซนทรัล ต้องใช้ไมโครซิม มาให้ผมช่วยเช็คสภาพเครื่องหน่อย
 
จากกล่องนั้น บอกได้เลยว่ามันเป็นของใหม่ยังไม่ได้แกะกล่อง ไม่แน่ว่าเครื่องจะใช้ได้ แถมซื้อมาแต่ตัวเครื่องเปล่าๆเนี่ยนะ?
 
มือถือเครื่องเก่าของพ่อเป็นไอโฟน เขาสมควรรู้ว่าการซื้อโทรศัพท์เครื่องนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง
 
อุตส่าห์ขับรถออกไปเซนทรัลเพื่อซื้อเครื่องเปล่าๆนี้โดยใช้บัตรลดไปได้ 3500 ซิมไม่ตัด ฟิล์มไม่ติด เคสไม่ซื้อ แล้วก็ผลักภาระที่เหลือทั้งหมดให้ผมจัดการ ทั้งยังบอกให้ผมใช้มันไปพลางๆแทนมือถือเครื่องเก่าของผมที่เสียงเบาและคุยลำบาก
 
นี่มันบ้าอะไรกัน!!???
 
เข้าใจว่าเขาหวังดี แต่ความหวังดีนั้นกลับมาทำร้ายตัวผมเอง
 
ไปงานที่ศูนย์ประชุมแล้วไม่ซื้อ กลับบ้านมาขับรถออกไปเซนทรัลอย่างใจเร็วด่วนได้ ไม่คิดอะไรให้รอบคอบ ลืมหลายสิ่งหลายอย่าง นี่ผมต้องทำให้เขาอีกแล้วหรือ
 
แค่ไปงานก็เข็ดมากพอแล้ว
 
 
ผมคาดหวังในตัวเขามากเกินไป แล้วพอไม่สมหวัง ผมจึงโกรธและเซงจนแทบอยากร้องไห้
 
บ้านเราไม่ได้มีฐานะอะไรมาก ผมต้องนั่งรถไปเซนทรัลอีกครั้งเพื่อให้เขาติดฟิล์มและตัดซิมเนี่ยน่ะ? ทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนซื้อเสียเลยล่ะ!!!
 
เสียทั้งเวลา ทั้งเงิน ผมโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้...จึงตัดสินใจล็อกตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวกลางวันไม่กิน ข้าวเย็นไม่ทาน ไม่ให้ใครมาเข้าห้องอีก
 
 
..............................
 
สรุปว่าใครผิดกันแน่? ผมคิดว่าผมผิดส่วนนึง และพ่อก็ผิดด้วย
 
วันถัดมา แม่ของผมพยายามเกลี้ยกล่อมผมให้คุยกับพ่อ เพราะเขาเครียด ด้วยความที่ว่าเขาอ้วน แม่กลัวว่าหากเป็นอะไรไปแล้วจะส่งผลต่อบ้านเราอย่างใหญ่หลวง
 
ตอนแรกผมไม่ยอม เขาต้องมาขอโทษผม ผมถึงจะขอโทษเขา ผมกับแม่คุยกันอีกหลายเรื่อง ผมทิฏฐิสูง ไม่ยอมใครง่ายๆ บางทีการทำให้คนอื่นเจ็บปวด....ลึกๆแล้วผมก็สะใจไม่น้อยเหมือนกัน
 
สุดท้าย แม่ก็สะกดโทสะไม่ได้ ปัดเอกสารบนโต๊ะจนเกลื่อนกลาด ทุบเก้าอี้อย่างขัดใจ เธอโกรธเสียแล้ว
 
แม่ชี้หน้าและใช้ถ้อยคำหยาบคายที่ไม่เคยใช้ด่าผม ผมเข้าใจว่าแม่เป็นห่วงพ่อ แต่ใช้อารมณ์บบนี้มันก็ไม่ถูก ผมไม่โกรธเขาแต่ผมตกใจ และ หวาดกลัว
 
 
ผมไม่เคยกลัวแม่มาก่อนจนกระทั่งวันนี้
 
 
สุดท้ายผมก็ประกาศกร้าวว่า ผมจะทำทุกอย่างตามที่แม่สั่ง เพื่อให้เรื่องทุกอย่างมันจบ
 
สรุปว่า ผมต้องยอมเป็นคนผิด เพื่อให้คนอื่นพึงพอใจ แม้ในใจจะขัดแย้งแค่ไหนก็ตาม ผมเข้าใจเหตุผลดีว่าเขาเป้นพ่อ ผมจึงต้องยอม
 
ขาทั้งสองข้างนำผมเข้าไปในห้อง มือที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อทำการล็อกประตู ผมร้องไห้....
 
 
ความคิดวูบหนึ่งไหลเข้ามา
 
'ผมไม่มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวนี้อีกต่อไปแล้ว'
 
แล้วแวบหนึ่งมันก็สลายไป
 
 
ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าเขายังรักผม แต่เพราะช่องว่างระหว่างวัยและสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตัวเรามามันต่างกัน ทำให้เราไม่เข้าใจกัน
 
 
....
.......
 
ผมมั่นใจว่าแก้ปัญหานี้ได้ โดยการพูดคุย อย่างไรเสีย ผมก็ไม่สามารถสั่งสอนถึงแนวคิดของเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ให้พวกเขาฟังได้
 
ลูกสอนพ่อแม่ไม่ได้ ครอบครัวของผมเคยบอกอย่างนั้น
 
การสอนนอกจากพวกเขาจะไม่ใส่ใจอะไรมากแล้วเพราะคิดว่าผมเป็นเด็ก รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง
 
 
ความโกรธก็รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงเหมือนกัน
 
ผมเป็นคนปรับอารมณ์ได้ จึงไม่ค่อยอะไรเท่าไร สุดท้ายพ่อแม่ซึ่งเป็นคนทำร้ายผมด้วยวาจาท่าทางจึงเป็นฝ่ายเจ็บปวดเอง
 
 
วังวนนี้จะอีกนานเท่าไร
 
ช่องว่างระหว่างวัยและความไม่เข้าใจกัน จะแก้ไขได้หรือไม่
 
นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องหาคำตอบต่อไป....
 
 
**ขอบคุณที่ทนอ่านและรับฟังปัญหาครับ และขออภัยหากทำให้ไม่พอใจหรือมีแนวคิดต่างไปนะครับ

ปิดเทอมที่ไม่มีอะไร

posted on 07 Apr 2012 09:05 by miccael-thedark
ปิดเทอมมาตั้งแต่ปลายกุมภาแล้วครับ แต่สำหรับชีวิตเด็กม.6 บางคน นั่นคือยังไม่ปิดเทอม
 
 
ผมเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่คิดว่ายังไม่ปิดเทอมเพราะมีสนามสอบอีกแห่งหนึ่งรอเราอยู่
 
 
 
5 มีนา วันเกิดของผมผ่านไปแล้ว มันคือวันแรกที่ผมรู้สึกว่าเป็นปิดเทอมอย่างจริงจัง เพราะผมสอบเสร็จเมื่อวันที่ 4 มันคือวันที่ผมได้ปลดปล่อยอารมณ์เชียวล่ะ
 
 
ตั้งแต่วันนั้นเป้นต้นมาจนครบเดือน ผมรู้สึกว่าปิดเทอมของผมมันช่างว่างเปล่าเสียเหลือเกิน มันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงสมัยม.1 ม.2 สมัยที่ผมไม่ได้เรียนพิเศษ ปิดเทอมเลยว่างๆ
 
แต่พอเริ่มโตขึ้น งานและการเรียนต่างๆก็ได้เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ผมเรียนตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต
 
แต่พอมาตอนนี้ผมก้นึกย้อนไปถึงสมัยนั้น เราเรียนได้ังไงงนะ 2-3 วิชาต่อวัน เรียนแล้วก็กลับมาทำการบ้านอีก ตอนนี้รู้สึกอยากกลับไปลองทำแบบนั้นอีกครั้ง แต่ผมรู้ดีว่าตอนนั้นอ่ะโคตรจะขี้เกียจเลย ตอนนี้เลยสองจิตสองใจว่าจะกลับไปเรียนดีไหม?
 
 
 
ไม่ได้อัพบล็อกมานานมากแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงอยากอัพ สำหรับผม บล็อกก็เหมือนไดอารี่ พอมาอ่านเอนทรี่เก่าๆแล้วก็รู้สึกฮาดีว่าตัวเองเขียนอะไรลงไป อ่านแล้วตลก ไม่เบื่อเลย
 
ผมชอบบล็อกก็ตรงนี้นี่แหละ (ที่จริงขี้เกียจเขียนไดอารี่ที่เคยคิดจะเขียนหลายครั้งเลยมาอัพบล็อกแทน ฮ่าๆ)
 
...
 
.....
 
สำหรับวันนี้..คงพอแค่นี้ก่อน มีเรื่องอีกเยอะที่ยังไม่ได้เขียน...
 
 

จุดเริ่มต้นดีๆ

posted on 12 Jan 2011 15:11 by miccael-thedark
13/1/2011
คำเตือน : ท่านอาจจะหา 'สาระ' ไม่ได้จากบล็อกนี้ ดังนั้น โปรดเข้าใจ
 
...ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีผู้มาเยือนทุกท่านนะครับ.....อันตัวข้าพเจ้ามีนามว่า...มิคคาเอล มิคกี้ มิกิ และอีกมากมาย เอาเป็นว่าแล้วแต่ท่านจะเรียกละกัน..
 
ยินดีที่ได้รู้จัก และฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ!!!
 
-อาจจะดูเป็นทางการไปสักนิดนะครับ แต่ว่ามันก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ^ U ^
 
 
 
เอนทรี่แรก..เขาทำอะไรกันหว่า?
 
เพื่อนบอกว่าอยากเขียนอะไรเขียน ปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมาให้หมด~!!!
 
 
 
ดังนั้น..วันนี้เราก็จะไม่ทำอะไรครับ 555555
 
 
แต่ถึงกระนั้น ผมจะเล่าตอนที่ผมจะสมัครบล็อกกันสักติ๊ด...
 
ระหว่างที่เพื่อนชายและหญิงกำลังเล่นเคาท์เตอร์อย่างเมามัน เสียงหัวเราะดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ เคล้าไปด้วยเสียงบ่นเสียงด่าจากทุกทิศทาง
 
(A: ใครยิงวะ?? ชั่วมากกก <<อันนี้จะได้ยินบ่อยครับ)  
 
เด็กหนุ่มอายุสิบหกย่างสิบเจ็ดขมวดคิ้วอยู่หน้าจอคอม มือขวาจับเมาส์ จิ้มไปจิ้มมาไปบนเว็บที่หมายตาไว้
และแล้วก็สมัครเสร็จ!!! เฮ~~~~~~~ <<<อาจจะงงว่าผมต้องการสื่ออะไร ผมไม่ได้ต้องการสื่ออะไรครับ 55
 
 
 
หลังจากนั้นก็ไปเรียนพิเศษ (ถูกเพื่อนบังมิด จดไม่ค่อยทัน) ก่อนจะนั่งรถเมล์สาย 67 กลับบ้าน กลับมานั่งจิ้มๆมั่วๆกับบล็อกต่อ และมันก็ได้ออกมาเป็นเช่นนี้แล
 
 
เป็นไง น่าเบื่อละสิ 555 สำหรับชีวิตเด็กม.ปลายคนหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรมากมาย
เอาเป็นว่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!!!
 
ปล.รู้สึกตัวเองแอบเมา เหอะๆ

 

edit @ 13 Jan 2011 21:56:40 by Miccael